วันจันทร์ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2555

เห็ดหลินจือแดง และวิธีบริโภคเห็ดหลินจือแดง

                                                       เห็ดหลินจือแดง 
     เห็ดหลินจือแดง มีชื่อเสียงเรื่องเป็นสมุนไพรรักษาโรคมานาน และถือได้ว่าเป็นยาวิเศษรักษาโรคได้สารพัดชนิด ปัจจุบันกำลังเป็นที่สนใจมากขึ้น ได้มีการศึกษาถึงสรรพคุณทางยาที่จะนำมาใช้ในการรักษาโรค
     ลักษณะทางกายภาพของเห็ดหลินจือนั้น จะพบได้ในป่าเขตอบอุ่นและเขตร้อน โดยจะขึ้นอยู่กับขอนไม้ที่ตายแล้ว เช่นต้นคูณ ต้นก้ามปู ต้นหางนกยูงฝรั่ง ยางพารา มะขาม ต้นหมาก เมื่อตอนที่ขึ้นมาใหม่ ๆ ดอกเห็ดจะมีลักษณะเป็นแท่ง จากยอดโคนลงมาเป็นสีขาว เหลือง และน้ำตาล เมื่อเจริญเติบโตจนสมบูรณ์ ส่วนบนจะแผ่ขยายรูปคล้ายพัด และมีสีน้ำตาลอมแดง จึงเป็นที่มาของชื่อเห็ดหลินจือแดงนั่นเอง
     นักวิทยาศาสตร์ได้ทำการศึกษาทดลองวิจัยสารสำคัญต่าง ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายในเห็ดหลินจือ พบว่ามีมากกว่า 150 ชนิด ซึ่งนั่นทำให้เห็ดหลินจือมีคุณค่าทางโภชนาการสูง และมีสรรพคุณในการบำบัดโรคเราลองมาดูกันซะหน่อยว่า สรรพคุณทางยาที่นักวิจัยต่าง ๆ ได้ศึกษามาแล้วนั้นมีอะไรบ้าง
     -สรรพคุณในการต้านอนุมูลอิสระ  (Antioxidant) ป้องกันเซลล์เสื่อมสภาพเร็วกว่าปกติ ซึ่งเป็นสาเหตุการเกิดโรคหัวใจ มะเร็ง และการแก่ก่อนวัยของคุณผู้หญิงทั้งหลายด้วย
     -มีสรรพคุณช่วยยับยั้งการเกาะกลุ่มของเกล็ดเลือด ป้องกันเส้นเลือดอุดตันในสมองและหัวใจ
     -ช่วยในการบำรุงตับและเพิ่มคุณสมบัติในการทำลายสารพิษ นอกจากนี้ยังช่วยลดความเสี่ยงจากโรคตับอักเสบ
     -สามารถสร้างระบบภูมิต้านทาน เพิ่มปริมาณเม็ดเลือดขาว ช่วยต้านทานไวรัส แบคทีเรีย เชื้อรา และเซลล์มะเร็ง โดยจะมีสาร (Polysaccharide)  จะช่วยกระตุ้นเซลล์ (Lymphocyte-T)  ทำให้บรรเทาการเกิดโรคภูมิแพ้ ผื่นคัน และหอบหืดได้
     -ล้างพิษในร่างกาย (Detoxification) สารสำคัญต่าง ๆ ในเห็ดหลินจือ กระจายไปทั่วร่างกายเพื่อขับไล่พิษ สารพิษและสารตกค้างที่ทำให้เกิดโรค เช่น กรดยูริก น้ำตาล ไขมัน สารก่อมะเร็ง หรือสารเคมีต่าง ๆ ที่เป็นพิษต่อร่างกาย ที่สำคัญยังช่วยบำรุงไตให้ไตทำงานได้ดีขึ้น หรือในบางรายที่เป็นโรคไตเรื้อรัง ก็ยังช่วยฟื้นฟูสมรรถภาพการทำงานของไตด้วย
     ทั้งนี้กระบวนการล้างพิษของเห็ดหลินจืออาจทำให้เกิดอาการปวดศรีษะ วิงเวียน คลื่นไส้ มีไข้ ปวดตามข้อ ท้องเสีย น้ำมูกไหล ไอ เป็นต้น ซึ่งมักจะเกิดขึ้นในช่วงที่รับประทาน 3-7 วัน จนเห็ดหลินจือได้ขับสารพิษออกจากร่างกายและร่างกายเริ่มปรับสภาพได้แล้ว
     -สารเคมีในเห็ดหลินจือ ช่วยผ่อนคลายระบบประสาท จึงทำให้นอนหลับสนิท
      วิธีทานเห็ดหลินจือที่สำคัญ คือต้องดื่มน้ำบ่อย ๆ เพื่อให้กระบวนการล้างพิษมีประสิทธิภาพมากขึ้น และสำหรับผู้ที่ทานยาแผนปัจจุบันก็ยังสามารถรับประทานเห็ดหลินจือได้โดยไม่ต้องหยุดยาของแพทย์ แต่ควรรับประทานให้ห่างกันประมาณ 1 ชั่วโมง ซึ่งจะช่วยในการบำบัดโรคตามแนวทางทฤษฏีการแพทย์ผสมผสาน

        ใครที่สามารถรับประทานเห็ดหลินจือได้บ้าง
     จากสรรพคุณที่ช่วยในการป้องกันและการบำบัดรักษา จึงเหมาะกับโรคของผู้สูงวัยและก่อนผู้สูงวัย ที่มีปัญหาเรื่อง โรคเบาหวาน โรคหัวใจ เส้นเลือดอุดตันในสมอง โรคตับ โรคไต โรคหอบหืด ภูมิแพ้ต่าง ๆ อ่อนเพลีย นอนไม่หลับ รวมทั้งสามารถให้เป็นยาอายุวัฒนะ ชะลอความเสื่อมของเซลล์ ที่จะนำไปสู่โรคมะเร็ง และช่วยชะลอความแก่ได้ แต่คนหนุ่มสาวที่ใส่ใจกับสุขภาพ ก็สามารถทานได้ จึงเหมาะสมกับ
     - ผู้ที่ชอบรับประทานเนื้อสัตว์แดง อาหารที่มีไขมันสูง ของปิ้ง ย่าง ทอด
     - ผู้ทีชอบสูบบุหรี่ หรือ ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ
     - ผู้ที่เป็นโรคความดันโลหิตสูง เบาหวาน หรือมีประวัติว่าญาติสนิทเป็นโรคดังกล่าว
     - ผู้ที่เป็นไข้หวัดบ่อยมีภูมิต้านทานต่ำ แพ้อากาศง่าย พักผ่อนน้อย นอนหลับไม่สนิท
     - ผู้ที่ป่วยโรคมะเร็งที่เคยเข้ารับการทำรังสีบำบัดมาก่อน (ทำคีโม)
ผู้ที่ต้องการจะทานเห็ดหลินจือแดง ปัจจุบันเลือกหาซื้อได้ง่ายและรับประทานได้ง่ายขึ้น เพราะมีหลายรูปแบบที่เป็นแบบสารสกัดเข้มข้นบรรจุในแคปซูล หรือถ้าใครอยากทานแบบดั้งเดิมก็สามารถเลือกทานแบบที่ขายเป็นแผ่นอบแห้ง แล้วเอาไปต้มดื่มก็ได้เช่นกัน
ทางเลือกอาหารเสริมสมุนไพร ที่มีหลากหลายมากขึ้นใครที่สนใจสามารถหามาทานกันได้ แต่อย่าลืมเลือกซื้อจากแหล่งที่เชื่อถือได้ มีชื่อผู้ผลิต ผู้จัดจำหน่าย รายละเอียดบนฉลาก และวันหมดอายุอย่างชัดเจน รวมไปถึงการบรรจุหีบห่อก็เป็นเรื่องสำคัญเช่นเดียวกัน ต้องสะอาด เรียบร้อย ไม่มีรอยฉีกขาด
     สุขภาพดีย่อมมาจากร่างกายที่แข็งแรงเหมือนกับคำที่ว่า "You are what you eat"

เรียบเรียงโดย Never-Age.com
   
ติดต่อคุณสุ  038-283565
                    087-7440417

วิธีบริโภคเห็ดหลินจือ เห็ดหลินจือแดงสกัด
     เห็ดหลินจือนิยมบริโภคเพื่อบำรุงร่างกายเป็นยาอายุวัฒนะ ป้องกันและรักษาโรค ในปัจจุบันการบริโภคเห็ดหลินจือทำได้หลายวิธี (เรียงตามปริมาณสารที่ได้จากเห็ดหลินจือ จากน้อยไปหามาก)
     -นำเห็ดหลินจือมาบดแห้ง บรรจุแคปซูลเหมือนสมุนไพรทั่ว ๆ ไป วิธีนี้ต้นทุนต่ำ ง่ายและราคาถูก แต่ได้รับสารสำคัญจากเห็ดหลินจือน้อยมาก เนื่องจากร่างกายไม่สามารถย่อยสกัดเอาสารที่สำคัญดูดเข้าไปใช้ในร่างกายได้ รับประทานมากจะเกิดอาการท้องอืด เพราะเห็ดหลินจือมีลักษณะแข็งคล้ายเนื้อไม้ ไม่เหมือนสมุนไพรทั่ว ๆ ไป (ไม่แนะนำใช้วิธีนี้)
     -นำเห็ดหลินจือที่ฝานเป็นชิ้นมาต้มกับน้ำ แล้วใช้เฉพาะน้ำเห็ดหลินจือดื่ม วิธีนี้ต้นทุนต่ำ ราคาถูก ได้รับประโยชน์จากเห็ดหลินจือประมาณ 30 %เนื่องจากเห็ดหลินจือประกอบด้วยสารที่สามารถละลายน้ำได้ 30%
ถึงแม้วิธีนี้จะได้รับประโยชน์จากเห็ดหลินจือไม่ครบแต่ก็มากกว่าวิธีแรก โดยจะต้องนำเห็ดหลินจือที่ฝานเป็นชิ้น มาสับเป็นชิ้นเล็ก ๆแล้วมาต้มกับน้ำด้วยไฟอ่อน ๆ ประมาณ 6-8 ชั่วโมงเอาเฉพาะน้ำเห็ดหลินจือมาดื่ม แต่ต้องดื่มในปริมาณที่มาก ๆ หน่อย
     -นำเห็ดหลินจือมาสกัด โดยใช้เทคโนโลยีในการสกัดร้อน หรือสกัดเย็น บรรจุแคปซูล วิธีนี้ถึงแม้ต้นทุนจะสูง ราคาแพงแต่ได้รับปริมาณสารสำคัญในเห็ดหลินจือที่มีประโยชน์ครบถ้วนมากที่สุด และสะดวกในการบริโภค เหมาะกับการใช้บำรุงร่างกาย ป้องกันและรักษาโรค
     แต่ละวิธีจะได้รับปริมาณสารสำคัญในเห็ดหลินจือไม่เท่ากัน แนะนำให้บริโภคเห็ดหลินจือที่ได้จากการสกัดโดยใช้เทคโนโลยีการสกัด เพื่อให้ได้รับประโยชน์จากเห็ดหลินจือมากที่สุดเพราะเห็ดหลินจือ ประกอบด้วยสารที่สามารถละลายน้ำได้ 30 ส่วนเท่านั้น ไม่ว่าจะต้มนานเท่าไรก็ตาม ดังนั้นในการบริโภคเห็ดหลินจือด้วยวิธีต้มจะได้รับประโยชน์เพียง 30 %

ข้อแนะนำในการบริโภคเห็ดหลินจือ
    - ควรบริโภคเห็ดหลินจือก่อนอาหารอย่างน้อย 30 นาทีหรือ 1 ชั่วโมงแต่สำหรับคนที่เป็นโรคกระเพาะให้รับประทานเห็ดหลินจือหลังอาหาร 2 ชั่วโมงแทน เนื่องจากควรรับประทานขณะท้องว่าง เพื่อประสิทธิภาพในการดูดซึม
     - ใน 2 สัปดาห์แรกที่เริ่มรับประทานเห็ดหลินจือ ให้รับประทานในปริมาณน้อยก่อนเพื่่อให้ร่างกายเกิดการปรับตัว
     - ควรบริโภควิตามินซีร่วมด้วยเนื่องจากสารโพลีแซคคาไรด์ (Polysaccharides) ในเห็ดหลินจือ มีโครงสร้างที่ซับซ้อนบางท่านอาจจะย่อยยากจึงควรรับประทานวิตามินซี หรืออาหารที่มีิวิตามินซีสูงร่วมด้วย เพื่อช่วยในการดูดซึมสารโพลีแซคคาไรด์ (Polysaccharides) เข้าสู่ร่างกาย

การเลือกซื้อเห็ดหลินจือ
ควรเลือกยี่ห้อที่ได้มาตรฐานและน่าเชื่อถือ ดูจาก
     1. มีฟาร์มปลูกเห็ดหลินจือ
     2. มีโรงงานผลิตและบรรจุเห็ดหลินจือ
     3. ได้คุณภาพมาตรฐาน
     4. มีการรับประกันสินค้า

วิธีบริโภคเห็ดหลินจือ
     เวลาที่บริโภคเห็ดหลินจือ (สำหรับเห็ดหลินจือสกัด 100  % ไม่ผสมสมุนไพรตัวอื่น ) ควรจะเป็นเวลาที่ท้องว่าง เพื่อให้ร่างกายดูดซึมเห็ดหลินจือได้ดี เห็ดหลินจือไม่ระคายเคืองกระเพาะอาหารจึงสามารถทานก่อนอาหารได้ยกเว้น กรณีที่นำเห็ดหลินจือไปผสมกับสมุนไพรอื่นทึ่ระคายเคืองกระเพาะถึงจะทานหลังอาหาร
     ช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการทานเห็ดหลินนจือ คือ ช่วงตื่นนอนตอนเช้าเนื่องจากเป็นช่วงเวลาที่ท้องว่างที่สุด และร่างกายได้ออกกำลังกาย หรือเคลื่อนไหว ร่างกายจะสูบฉีดเลือดได้ดี อีกช่วงเวลาหนึ่งที่คนนิยมทานเห็ดหลินจือ คือช่วงเวลาก่อนนอน ซึ่งควรจะทานเห็ดหลินจือก่อนเข้านอน 1 ชั่วโมง มิใช่ทานเห็ดหลินจือแล้วเข้านอนเลย เหตุผลที่ให้ทานก่อนเข้านอน 1 ชั่วโมงก็เพื่อให้ร่างกายได้มีเวลาสูบฉีดเห็ดหลินจือไปตามส่วนต่าง ๆของร่างกายก่อน เนื่องจากในขณะที่คนเรานอนหลับหัวใจสูบฉีดเลือดไม่ดีเท่

าตอนที่เราตื่นนั่นเอง

ปริมาณในการทานเห็ดหลินจือ
     เห็ดหลินจือเป็นสมุนไพรที่บำรุงตับ หัวใจ และไต ตลอดจนสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกาย จัดเป็นยาอายุวัฒนะสำหรับบำรุงร่างกาย และปลอดภัยในระยะยาว ส่วนปริมาณการทานนั้นขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายและวัตถุประสงค์ แนะนำการทานอย่างคร่าว ๆ ดังนี้
     - กรณีที่ใช้เห็ดหลินจือบำรุงร่างกาย ทาน 1-2 แคปซูล ต่อวัน
     - กรณีที่ใช้เห็ดหลินจือป้องกันโรค ทาน 3-4 แคปซูล ต่อวัน แบ่งทาน 2 ช่วงเวลา
     - กรณีที่รักษาโรคที่ไม่ร้ายแรง ทาน 4-6 แคปซูล ต่อวัน แบ่งทาน 2 ช่วงเวลา
     - กรณีที่รักษาโรคที่ร้ายแรง ทาน 12-16 แคปซูล ต่อวัน แบ่งทาน 3 ช่วงเวลา

Book Reference

หนังสือ "หลิงจือ กับ ข้าพเจ้า" โดย นพ.บรรเจิด   ตันติวิท
หนังสือการเพาะเห็ดหลินจือ อานนท์ เอื้อตระกูล
หนัีงสือเห็ดหลินจือ คู่มือรับประทานเห็ดหลินจือ และสรรพคุณออกฤทธิ์ทางยา
หนังสือเห็ดหลินจือ กับการรักษาโรค โดย สมศักดิ์   ชินกร


 ติดต่อสอบถาม คุณสุ 038-283565
                                    087-7440417
                 

     

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น